โรงอาหารพนักงานที่ดูสะอาดเป็นระเบียบกับโรงอาหารที่ดูรก มักต่างกันแค่จุดเดียว คือ “มีที่ให้ของทุกชิ้นอยู่หรือเปล่า” แก้วน้ำ กระบอกน้ำ ปิ่นโต และจานชามของพนักงานหลายสิบหลายร้อยคน ถ้าไม่มีช่องประจำก็จะกองรวมกันบนโต๊ะ ล้างแล้วยังเปียกซ้อนกันจนอับ และหายสลับกันเป็นประจำ ตู้เก็บแก้วน้ำสแตนเลสคือคำตอบที่โรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้กัน แต่พอจะซื้อจริงจะเจอคำถามว่า ควรเอากี่ชั้น กว้างเท่าไหร่ และสแตนเลสเกรดไหน บทความนี้ไล่ให้ทีละข้อ

ข้อแรก: นับก่อนว่ามีของกี่ชิ้น และของเป็นทรงไหน
ตู้เก็บแก้วน้ำแบบมาตรฐานสูง 180 ซม. ลึก 25 ซม. ทุกรุ่นเท่ากัน สิ่งที่ต่างคือจำนวนชั้นและความกว้าง จำนวนช่องที่ได้จึงมาจากสองตัวนี้คูณกัน ก่อนเลือกให้ตอบสองคำถาม
- ต้องรองรับกี่คน — ถ้าให้ช่องประจำรายคน จำนวนช่องต้องมากกว่าจำนวนพนักงานในกะที่ใช้พร้อมกัน แต่ถ้าเป็นชั้นวางรวม (ใครมาก่อนวางก่อน) ใช้จำนวนช่องน้อยกว่าได้
- ของส่วนใหญ่สูงแค่ไหน — กระบอกน้ำเก็บความเย็นทรงสูงต้องการช่องสูง 25-30 ซม. แก้วน้ำและถ้วยทั่วไปใช้ช่อง 16-20 ซม. ก็พอ ปิ่นโต 3-4 ชั้นต้องการช่องเกือบ 30 ซม.
ข้อสอง: จำนวนชั้นกำหนดความสูงของช่อง

เพราะตู้สูงเท่ากันหมด จำนวนชั้นมากขึ้นแปลว่าช่องเตี้ยลง ตัวเลขโดยประมาณของตู้ตระกูลนี้คือ
- 5 ชั้น — ช่องสูงราว 318 มม. ใส่กระบอกน้ำทรงสูง ขวด 1.5 ลิตร ปิ่นโตหลายชั้น หม้อเล็ก
- 6 ชั้น — ช่องสูงราว 260 มม. กระบอกน้ำทั่วไป แก้วเก็บความเย็น จานชามซ้อน
- 7 ชั้น — ช่องสูงราว 220 มม. แก้วน้ำ กระติก ถ้วยชาม กล่องข้าว
- 8 ชั้น — ช่องสูงราว 190 มม. แก้วและถ้วยมาตรฐาน ได้ช่องเยอะขึ้น
- 9 ชั้น — ช่องสูงราว 165 มม. แก้ว ถ้วย จาน สำหรับคนจำนวนมากในพื้นที่จำกัด
กฎง่าย ๆ คือ ถ้าพนักงานนิยมพกกระบอกน้ำทรงสูง เลือก 5-6 ชั้น ถ้าเป็นแก้วน้ำและถ้วยทั่วไป 7-9 ชั้นจะคุ้มพื้นที่กว่ามาก
ข้อสาม: ความกว้างเลือกตามพื้นที่ผนังและจำนวนคน

- กว้าง 0.9 ม. — 1 ช่องแนวตั้ง เหมาะกับออฟฟิศเล็ก ห้องพักพนักงาน มุมกาแฟ คลินิก
- กว้าง 1.2 ม. — มีแผ่นกั้นแบ่ง 2 ช่องแนวตั้ง เหมาะกับโรงอาหารขนาดกลาง หอพัก โรงเรียน
- กว้าง 1.5 ม. — แบ่ง 3 ช่องแนวตั้ง เหมาะกับโรงงานที่มีพนักงานหลักร้อย วางเรียงต่อกันเป็นผนังได้
ตู้ลึกแค่ 25 ซม. จึงวางชิดผนังทางเดินได้โดยไม่กีดขวาง ถ้าผนังยาวพอ การใช้ตู้ 1.5 ม. หลายตู้เรียงกันจะได้จำนวนช่องต่อความยาวผนังมากกว่าตู้เล็กหลายตู้ และดูเป็นระเบียบกว่า

ข้อสี่: สแตนเลส 201 หรือ 304
ทั้งสองเกรดผลิตด้วยโครงเดียวกัน ต่างกันที่ส่วนผสมโลหะ สแตนเลส 201 แข็งแรงและทนทานดีในที่ร่มทั่วไป ราคาต่ำกว่า เหมาะกับออฟฟิศ โรงเรียน หอพัก และโรงอาหารที่ไม่ได้โดนน้ำขังหรือน้ำยาแรง ๆ ทุกวัน ส่วน สแตนเลส 304 เป็นเกรดอาหารที่นิกเกิลสูงกว่า ทนสนิม ทนความชื้น ทนน้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำเกลือได้ดีกว่ามาก เหมาะกับโรงอาหารที่ล้างพื้นด้วยน้ำทุกวัน ครัวกลาง โรงพยาบาล และโรงงานอาหารที่ต้องผ่านการตรวจสุขลักษณะ ถ้าใช้งานยาว ๆ ในที่ชื้นแนะนำ 304 แต่ถ้างบจำกัดและอยู่ในร่ม 201 ก็ใช้ได้ยาวหลายปี
ข้อห้า: ต้องการชั้นล่างที่ล็อกได้ไหม

บางรุ่นทำชั้นล่างสุดเป็นตู้บานเปิดคู่พร้อมกุญแจเหล็กที่มีหมายเลขกำกับ ใช้เก็บของส่วนกลางอย่างเครื่องปรุง น้ำยาล้างจาน อุปกรณ์ทำความสะอาด หรือของมีค่าที่ไม่อยากให้หยิบได้ทั่วไป ในตระกูลนี้มีรุ่นมีประตูให้เลือกที่ 5 และ 6 ชั้น กว้าง 0.9 ม. และ 7 ชั้น กว้าง 1.5 ม. ทั้งเกรด 201 และ 304
รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรเช็คก่อนซื้อ

- ขอบชั้นพับเข้าด้านใน — ตู้ราคาถูกหลายรุ่นตัดขอบเรียบทิ้งไว้ ขอบคมบาดมือได้เวลาหยิบเร็ว ๆ ควรเลือกรุ่นที่พับขอบกลับเข้าด้านใน
- ฐานยกสูง — โรงอาหารล้างพื้นด้วยน้ำเกือบทุกวัน ฐานที่ยกจากพื้นช่วยกันน้ำเข้าชั้นล่างและกันความชื้นจากพื้นปูน
- ความหนาชั้น — ชั้นวางหนา 25 มม. รับน้ำหนักจานชามและกระบอกน้ำเต็มชั้นได้โดยไม่แอ่น
- แผ่นกั้นแนวตั้ง — ตู้กว้างควรมีแผ่นกั้นแบ่งช่อง ของจะไม่ล้มทับกันและกำหนดช่องรายคนได้
สรุปเป็นสูตรเลือกเร็ว
ออฟฟิศ 20-40 คน มุมกาแฟ → 7-8 ชั้น กว้าง 0.9 ม. สแตนเลส 201 · โรงอาหารโรงงาน 100+ คน → 6-7 ชั้น กว้าง 1.5 ม. หลายตู้ สแตนเลส 304 · โรงเรียน หอพัก → 8-9 ชั้น กว้าง 1.2 ม. · โรงพยาบาล ครัวกลาง → 304 ทุกกรณี และเพิ่มรุ่นมีประตูไว้เก็บของส่วนกลาง 1 ตู้

ตู้เก็บแก้วน้ำ ตู้จานชาม สแตนเลส ตระกูลนี้มีให้เลือกครบ 36 แบบ (5-9 ชั้น × กว้าง 0.9/1.2/1.5 ม. × สแตนเลส 201/304 และรุ่นมีประตู) ดูรูปแต่ละรุ่นและสอบถามได้ที่ หน้าสินค้าบน 42okok.com หรือ blog.42okok.com · LINE @PYCM

