ร้านซักรองเท้าเปิดใหม่แทบทุกสัปดาห์ แต่สิ่งที่ทำให้ร้านรับงานได้มากหรือน้อยไม่ใช่เครื่องซัก แต่เป็น “ขั้นตอนทำให้แห้ง” ที่กินเวลานานที่สุด รองเท้าคู่หนึ่งถ้าตากลมธรรมดาใช้เวลาข้ามคืนถึงสองวัน ถ้าเจอหน้าฝนก็ยิ่งช้าและมีกลิ่นอับซ้ำ บทความนี้จะไล่ให้ดูทีละข้อว่าก่อนซื้อ เครื่องเป่ารองเท้าเชิงพาณิชย์ ควรเช็กอะไรบ้าง โดยยกตัวอย่างจากรุ่น A101 ที่มี 3 ขนาด 30 / 49 / 98 คู่

เครื่องทำให้รองเท้าแห้งมีกี่แบบ
ในตลาดมี 3 แบบหลัก แบบแรกคือ ตู้อบร้อน ปิดทึบ ใช้ฮีตเตอร์หลายกิโลวัตต์ แห้งเร็วแต่กินไฟและเสี่ยงกับกาวรองเท้าละลาย หนังแข็ง ผ้าตาข่ายย้วย แบบที่สองคือ เครื่องเป่าลมร้อนแบบพกพา เสียบเข้ารองเท้าทีละคู่ เหมาะกับใช้ในบ้าน แต่ทำทีละคู่ไม่ทันงานร้าน แบบที่สามคือ ชั้นแขวนเป่าลมเย็น ที่ใช้พัดลมท่อดันลมผ่านที่แขวนกลวงเข้าไปในรองเท้าทีละหลายสิบคู่ ไม่ใช้ความร้อน จึงเป็นแบบที่ร้านซักรองเท้าและร้านซักรีดนิยมใช้มากที่สุด
ถ้ารับงานรองเท้าราคาแพง รองเท้าหนัง หรือรองเท้าวิ่งที่มีโฟมพิเศษ แบบลมเย็นปลอดภัยกว่าอย่างชัดเจน เพราะแห้งจากด้านในด้วยลม ไม่มีความร้อนไปเร่งให้กาวหรือโฟมเสื่อม

เช็กข้อ 1 ความจุ ต้องดูจากจำนวนคู่ต่อวัน
วิธีคิดง่าย ๆ คือนับว่าร้านรับรองเท้าวันละกี่คู่ แล้วบวกเผื่อไว้ 30% สำหรับวันที่งานเข้าเยอะ ถ้ารับวันละ 15-20 คู่ รุ่น 30 คู่ก็เพียงพอ ถ้ารับวันละ 30-40 คู่ ควรขยับไปรุ่น 49 คู่ ส่วนร้านที่รับงานจากโรงเรียน ทีมกีฬา หรือโรงงานเป็นล็อตใหญ่ รุ่น 98 คู่แบบสองหน้าจะประหยัดพื้นที่กว่าซื้อรุ่นเล็กสองเครื่อง
สิ่งที่หลายคนลืมคือ “ที่แขวน 1 ตัว = รองเท้า 1 ข้าง” ดังนั้นเครื่องที่บอกว่า 30 คู่ จะมีที่แขวน 60 ตัว เวลาเทียบสเปกให้นับจำนวนที่แขวนจริง ไม่ใช่นับแถว


เช็กข้อ 2 ลมออกที่ไหน ถึงข้างในรองเท้าหรือแค่เป่าผิว
จุดต่างระหว่างเครื่องราคาถูกกับเครื่องเกรดร้านค้าอยู่ที่ “ที่แขวน” เครื่องที่ดีต้องมีที่แขวนแบบกลวง มีรูระบายลมตลอดความยาว และปลายยื่นลึกถึงปลายเท้าของรองเท้า เพื่อให้ลมออกที่ด้านในสุดซึ่งเป็นจุดที่ชื้นที่สุดและมีกลิ่นมากที่สุด ถ้าที่แขวนตัน ลมจะเป่าแค่ผิวนอกและปากรองเท้า แห้งช้ากว่ากันหลายเท่า
ดูเพิ่มด้วยว่าที่แขวนถอดเปลี่ยนได้หรือไม่ เพราะเป็นชิ้นที่รับแรงดึงและกระแทกทุกวัน วัสดุควรเหนียว ยืดหยุ่น ไม่หักง่าย และข้อต่อกับตัวเครื่องควรหนา


เช็กข้อ 3 พัดลม ดูทั้งจำนวนตัวและชนิดมอเตอร์
ลมที่ไปถึงรองเท้าทุกคู่ต้องมาจากพัดลมที่แรงพอ เครื่องเกรดร้านค้าจะใช้พัดลมท่อแบบอุตสาหกรรมติดตั้งด้านบน รุ่น 30 คู่ใช้ 3 ตัว รุ่น 49 และ 98 คู่ใช้ 5 ตัว มอเตอร์ควรเป็นทองแดง เสียงเบา เพราะร้านต้องเปิดต่อเนื่องหลายชั่วโมงหรือทั้งคืน และควรมีแคลมป์สแตนเลสยึดตัวพัดลม ถอดออกมาทำความสะอาดได้
กำลังไฟรวมก็สำคัญ รุ่นลมเย็นแบบนี้กินไฟราว 160 วัตต์ ต่างจากตู้อบร้อนที่กินไฟหลายพันวัตต์ เปิดทั้งคืนแล้วค่าไฟไม่กระโดด

เช็กข้อ 4 โครงสร้างและการเคลื่อนย้าย
ร้านซักรองเท้ามีความชื้นสูง โครงเหล็กพ่นสีจะขึ้นสนิมภายในปีสองปี ควรเลือกโครงสแตนเลสทั้งแผงและฐาน ล้อควรเป็นล้อหมุนรอบทิศแบบมีเบรก เพราะเครื่องสูงราว 2 เมตร ถ้าล็อกล้อไม่ได้จะไหลเวลามีคนเดินชน และเช็กด้วยว่าใช้ไฟบ้าน 220V เสียบปลั๊กใช้ได้เลยหรือต้องเดินสายเพิ่ม


เช็กข้อ 5 พื้นที่วางและขนาดพัสดุ
เครื่องรุ่น 30 คู่กว้างประมาณ 78 ซม. รุ่น 49 และ 98 คู่กว้างประมาณ 125 ซม. สูงราว 205 ซม. ทั้งหมด ควรวัดความสูงเพดานและความกว้างประตูก่อนสั่ง โดยเฉพาะร้านในอาคารพาณิชย์ที่ประตูหลังแคบ และเผื่อพื้นที่ด้านหน้าเครื่องอีกอย่างน้อย 60 ซม. สำหรับยืนสวมรองเท้าเข้าที่แขวน รุ่นสองหน้าต้องเว้นทั้งสองด้าน
เช็กลิสต์ก่อนสั่ง
- จำนวนคู่ต่อวันบวกเผื่อ 30% แล้วเลือกขนาด 30 / 49 / 98 คู่
- ที่แขวนต้องกลวง มีรูระบายลม ถอดเปลี่ยนได้
- พัดลมท่อมอเตอร์ทองแดง จำนวนตัวสัมพันธ์กับความกว้างแผง
- โครงสแตนเลส ล้อหมุนรอบทิศมีเบรก
- วัดประตูและเพดานให้ผ่านความสูง 205 ซม.
- เตรียมเปลี่ยนปลั๊กหรือหัวแปลง เพราะปลั๊กจากโรงงานเป็นมาตรฐานจีน

ดูรายละเอียดเครื่องเป่ารองเท้าเชิงพาณิชย์ รุ่น A101 ทั้ง 3 ขนาดได้ที่ หน้าสินค้าบน 42okok.com หรือสอบถามทาง LINE @PYCM โทร 02-114-7416 ต่อ 2

