คนที่ซื้อน้ำหอมขวดใหญ่มาแล้วอยากพกติดตัวไปทำงานหรือไปเที่ยว มักเจอปัญหาเดียวกันคือ ขวดจริงหนักเกินกว่าจะใส่กระเป๋า พกไปก็กลัวตกแตก ไม่พกก็หมดกลิ่นตั้งแต่บ่าย ทางออกที่ง่ายที่สุดคือใช้ ขวดแบ่งน้ำหอมพกพา (perfume atomizer) แบ่งน้ำหอมมาใส่ขวดเล็กแล้วพกเฉพาะขวดนั้น บทความนี้สรุปว่าก่อนเลือกซื้อขวดแบ่งน้ำหอมสักใบ ควรดูอะไรบ้าง และแบบไหนที่ใช้ได้จริงในระยะยาว

ขวดแบ่งน้ำหอมมีกี่แบบ
ถ้าแยกตามโครงสร้าง ขวดแบ่งน้ำหอมที่ขายกันอยู่ในตลาดแบ่งได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ และแต่ละกลุ่มเหมาะกับการใช้งานคนละแบบ
- ขวดแก้วเปลือย — ขวดแก้วใสมีหัวสเปรย์ ราคาถูกที่สุด มองเห็นปริมาณน้ำหอมชัดเจน แต่ไม่มีอะไรกันกระแทกและไม่กันแสง เหมาะกับการตั้งไว้ที่โต๊ะมากกว่าการพกติดตัว
- ขวดพลาสติกแบบเติมจากก้นขวด — ราคาถูก น้ำหนักเบา เติมโดยครอบเข้ากับหัวฉีดของขวดใหญ่ แต่พลาสติกบางรุ่นทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ในน้ำหอมจนกลิ่นเพี้ยน และมักรั่วซึมเมื่อใช้ไปสักพัก
- ขวดเปลือกโลหะ + ขวดแก้วด้านใน — โครงสร้างสองชั้น ด้านในเป็นขวดแก้วที่สัมผัสน้ำหอมโดยตรง ด้านนอกเป็นปลอกอะลูมิเนียมกันแสงและกันกระแทก เป็นแบบที่ทนที่สุดสำหรับการพกในกระเป๋าทุกวัน
บทความนี้จะเน้นที่กลุ่มสุดท้าย เพราะเป็นแบบที่คนพกน้ำหอมประจำเลือกใช้มากที่สุด และเป็นแบบที่ร้านขายน้ำหอมใช้ทำขวดทดลองกลิ่นให้ลูกค้า

1. ดูว่าเติมซ้ำได้จริงไหม
ข้อแรกที่ควรถามก่อนซื้อคือ ขวดใบนี้เติมซ้ำได้หรือเปล่า ขวดแบ่งน้ำหอมที่ขายถูกมากหลายรุ่นออกแบบให้เติมจากก้นขวดโดยครอบเข้ากับหัวฉีดของขวดใหญ่ ซึ่งสะดวกก็จริง แต่เปลี่ยนกลิ่นไม่ได้เลยเพราะล้างข้างในไม่ได้ พอใช้ไปสักพักกลิ่นเก่าก็ค้างอยู่ในขวด
แบบที่ยืดหยุ่นกว่าคือแบบ ปากเกลียว ที่หมุนหัวปั๊มออกมาได้ทั้งชุด แล้วเทน้ำหอมลงขวดแก้วตรง ๆ ข้อดีคือล้างได้ เปลี่ยนกลิ่นได้ และใช้กับของเหลวอื่นอย่างโทนเนอร์หรือแอลกอฮอล์ก็ได้ ถ้าตั้งใจจะใช้ยาว ๆ ควรเลือกแบบนี้

2. ดูวัสดุที่สัมผัสน้ำหอมโดยตรง
น้ำหอมมีแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายหลัก ซึ่งกัดพลาสติกบางชนิดได้ ถ้าขวดที่สัมผัสน้ำหอมเป็นพลาสติกเกรดไม่ดี กลิ่นจะเพี้ยนภายในไม่กี่สัปดาห์ และตัวขวดอาจขุ่นหรือนิ่มลง
แก้วเป็นวัสดุที่ปลอดภัยที่สุด เพราะไม่ทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์หรือน้ำมันหอมในน้ำหอมเลย ขวดแบ่งน้ำหอมที่ดีจึงมักใช้โครงสร้างสองชั้น คือแก้วอยู่ข้างใน ส่วนโลหะหรือพลาสติกเป็นแค่ปลอกนอกที่ไม่ได้สัมผัสของเหลว เวลาเลือกซื้อให้ถามให้ชัดว่า ข้างในเป็นแก้วหรือเปล่า ไม่ใช่ดูแค่เปลือกนอกสวย

3. ดูหัวปั๊มว่าพ่นเป็นฝอยหรือพ่นเป็นสาย
จุดที่ทำให้ขวดแบ่งน้ำหอมถูก ๆ ใช้แล้วไม่ประทับใจคือหัวปั๊ม หัวปั๊มคุณภาพต่ำจะพ่นออกมาเป็นสายน้ำหรือเป็นหยดใหญ่ ๆ ทำให้น้ำหอมกระจุกอยู่จุดเดียว เปลืองน้ำยา และเปียกเสื้อผ้าเป็นจุด
หัวปั๊มที่ดีจะพ่นออกมาเป็น ละอองฝอยละเอียดกระจายเป็นวงกว้าง น้ำหอมจึงกระจายทั่วบริเวณที่ฉีดและระเหยขึ้นมาเป็นกลิ่นได้ดีกว่า เวลาเลือกซื้อถ้าขอให้ร้านลองฉีดให้ดูได้จะดีที่สุด หรือดูจากคลิปทดสอบละอองของรุ่นนั้น ๆ


4. ดูขนาดให้พอดีกับที่จะพก
ขวดแบ่งน้ำหอมมีตั้งแต่ 5 มล. ไปจนถึง 20 มล. ขนาดที่คนส่วนใหญ่ลงตัวคือ 10 มล. เพราะใช้ได้ประมาณ 100 ครั้งกด ซึ่งพอสำหรับหนึ่งถึงสองเดือนของคนที่ฉีดวันละสองสามที และยังเล็กพอที่จะไม่กินที่ในกระเป๋า
ข้อดีอีกอย่างของขนาด 10 มล. คือผ่านเกณฑ์ของเหลวขึ้นเครื่องบิน ซึ่งจำกัดภาชนะละไม่เกิน 100 มล. อยู่แล้ว จึงพกขึ้นเครื่องในกระเป๋าถือได้โดยไม่ต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง
เทียบให้เห็นภาพ ขวดขนาด 10 มล. แบบทรงกระบอกจะมีขนาดประมาณ 2.3 x 9.9 เซนติเมตร คือยาวและหนาพอ ๆ กับลิปสติกหนึ่งแท่ง ใส่ช่องเล็กในกระเป๋าถือได้พอดี

5. ดูว่าปลอกนอกกันแสงหรือไม่
ศัตรูของน้ำหอมมีสามอย่างคือแสง ความร้อน และอากาศ ขวดแบ่งที่เป็นแก้วใสล้วนจะปล่อยให้แสงส่องถึงน้ำหอมตลอดเวลา ทำให้กลิ่นเพี้ยนเร็วขึ้นโดยเฉพาะน้ำหอมกลุ่มซิตรัสและกลิ่นดอกไม้ที่ไวต่อแสงเป็นพิเศษ
ขวดที่มี ปลอกอะลูมิเนียมหุ้มอีกชั้น จึงได้เปรียบตรงนี้ เพราะแสงเข้าไม่ถึงขวดแก้วด้านในเลย และถ้าทำตกก็ยังมีโลหะรับแรงกระแทกแทนแก้วอีกชั้นหนึ่ง ข้อแลกเดียวคือมองไม่เห็นปริมาณน้ำหอมที่เหลือจากภายนอก ต้องดึงขวดแก้วออกมาดูเป็นครั้งคราว

6. คิดเผื่อการใช้งานนอกเหนือจากน้ำหอม
ขวดสเปรย์ขนาด 10 มล. ใช้ได้มากกว่าน้ำหอม หลายคนซื้อไปหลายใบแล้วแบ่งหน้าที่กัน เช่น ใบหนึ่งใส่น้ำหอม อีกใบใส่โทนเนอร์หรือน้ำสกัดดอกไม้ไว้ฉีดหน้าระหว่างวัน และอีกใบใส่แอลกอฮอล์ชนิดน้ำใสไว้ฉีดมือ
แต่มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ไว้ก่อน คือขวดสเปรย์ขนาดเล็กแบบนี้ ใส่ของเหลวข้นหนืดไม่ได้ ทั้งน้ำมัน ออยล์ เซรั่มเนื้อข้น น้ำมันหอมระเหยเข้มข้น และเจล เพราะความหนืดจะทำให้หัวสเปรย์ตันและพ่นไม่ออก รวมถึงของเหลวที่มีตะกอนหรือกลิตเตอร์ที่จะไปอุดท่อดูด
วิธีเช็กง่าย ๆ ก่อนเติมคือ เขย่าขวดของเหลวนั้นดู ถ้าฟองยุบเร็วและเนื้อไหลเหมือนน้ำ แสดงว่าไม่หนืด ใช้ได้ แต่ถ้าฟองค้างนานหรือไหลช้าเป็นสาย แสดงว่าหนืดเกินไป


7. ถ้าซื้อหลายใบ ให้เลือกสีที่แยกออกจากกัน
เรื่องเล็กแต่สำคัญสำหรับคนที่ซื้อหลายใบ คือเลือกคนละสีไปเลย จะได้ไม่ต้องเปิดดมทีละใบเวลาจะใช้ ขวดแบ่งน้ำหอมทรงกระบอกส่วนใหญ่มีให้เลือกหลายสี ตั้งแต่สีโลหะอย่างทองและเงิน ไปจนถึงสีทึบอย่างดำ แดง ชมพู น้ำเงิน และม่วง
ถ้าซื้อไปแจกเป็นของชำร่วยหรือของแถมให้ลูกค้า การเลือกได้หลายสีก็ช่วยให้จัดชุดได้สวยขึ้น และผู้รับเลือกสีที่ชอบได้เองด้วย


เช็กลิสต์ก่อนสั่ง
- ข้างในเป็นขวดแก้วหรือไม่ (ไม่ใช่แค่ปลอกนอกสวย)
- เติมซ้ำได้หรือไม่ หัวปั๊มหมุนออกได้หรือเปล่า
- หัวปั๊มพ่นเป็นละอองฝอยหรือพ่นเป็นสาย
- ขนาดพอดีกับกระเป๋าที่ใช้ประจำหรือไม่ (10 มล. ประมาณเท่าลิปสติกหนึ่งแท่ง)
- ปลอกนอกกันแสงไหม ถ้าพกออกแดดบ่อยควรเลือกแบบทึบ
- จะใช้กับของเหลวอะไรบ้าง และของเหลวนั้นหนืดเกินไปหรือเปล่า
- ต้องการกี่ใบ กี่สี และต้องการให้แยกรหัสตามสีเพื่อสั่งซ้ำง่าย ๆ หรือไม่

ตัวอย่างรุ่นที่ตรงตามเช็กลิสต์นี้
รุ่นที่ทางร้านใช้เป็นตัวอย่างในบทความนี้เป็นขวดแบ่งน้ำหอมขนาด 10 มล. ทรงกระบอก เปลือกอะลูมิเนียม ขวดแก้วด้านใน หัวปั๊มโลหะพ่นเป็นละอองฝอย ปากเกลียวถอดเติมซ้ำได้ ขนาด 2.3 x 9.9 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 27-29 กรัม มีให้เลือก 11 สี และแยกรหัสสินค้าตามสีเพื่อให้สั่งซ้ำได้ตรงสีเดิม
ดูรายละเอียดสินค้า รูปจริงทุกสี และคลิปสาธิตการถอดเติมได้ที่ หน้าสินค้าขวดแบ่งน้ำหอมพกพา 10 มล.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อ ติดต่อ LINE @PYCM โทร 02-114-7416 ต่อ 2

